“ผมอยากกลับไปทำงานในพรีเมียร์ลีกส์อีกครั้ง” : ปอเชตติโน่

‘เมาริซิโอ ปอเชตติโน่’ อดีตกุนซือทีม ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เผยว่าตอนนี้เขาพร้อมที่จะกลับมาคุมทีมอีกครั้งแล้วและก็ยินดีหากได้รับโอกาสกลับมาคุมทีมในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง โดยกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ แยกทางกับทีมจากลอนดอน เมื่อช่วงปลายปีที่่ผ่านมา ทำให้เขายังคงว่างงานจนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางข่าวลือของทีมมากมายที่ต้องการตัวเขาไปคุมทีม แต่ล่าสุดจากคำให้สัมภาษณ์ เขาก็ระบุค่อนข้างชัดเจนว่า ‘พรีเมียร์ลีกส์’ คือปลายทางที่เขาต้องการมากที่สุด     เชลซี ผลงานแม้ว่าจะไม่ได้ “แย่” แต่ก็ถือว่าไม่ได้ “ดี” นักในปีนี้สำหรับ ‘สิงโตน้ำเงินคราม’ เชลซี ที่มีหัวเรือใหญ่เป็นตำนานของสโมสรอย่าง ‘แฟรงค์ แลมพาร์ด’ ที่เข้ามาคุมทีมในฤดูกาลนี้เป็นปีแรก โดยปัญหาใหญ่ ๆ ของทีมในช่วงที่ผ่านมาก็คือการที่ทีมถูกแบน จากตลาด ซื้อ – ขาย ทำให้การทำงานยากขึ้นไปอีก นักเตะดาวรุ่งหลายคนที่ต้องเสี่ยงดันขึ้นมาเล่น เนื่องจากขนาดของทีมที่เล็กเกินไป แม้จะมีช่วงที่ดี ก็ดีใจหาย แต่ช่วงที่แย่ ก็แย่เป็นพัก ๆ เหมือนกัน โดยมีข่าวเรื่องผู้จัดการทีมมาเป็นระลอก ซึ่งปอเชตติโน่ก็น่าจะชอบทีมที่รายล้อมไปด้วยเหล่าผู้เล่นอายุน้อยอยู่แล้ว แต่ทว่าการที่เขาเคยคุมสเปอร์ ซึ่งเป็นทีมอริร่วมเมืองของเชลซีเอง ก็อาจเป็นปัญหาอยู่เหมือนกัน และเชื่อว่าหัวเรือใหญ่ของเชลซีอย่างอับราโมวิช ก็ยังน่าจะให้โอกาสคุมทีมต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาลเป็นอย่างน้อย     …

คอลัมน์ผีแดง : ทำไมต้อง ‘บรูโน่ เฟอร์นันเดส’ ?

ตกเป็นข่าวลืออยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์มาพักใหญ่ ๆ แล้ว สำหรับดีลของ ‘บรูโน่ เฟอร์นันเดส’ จอมทัพเลือดฝอยทองของสปอร์ติ้ง ลิสบอน โดยช่วงซัมเมอร์ เป็นสถานการณ์รักสามเศร้า เราสามคน ระหว่าง ‘บรูโน่’ ‘สเปอร์’ และ ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’ โดยในช่วงนั้น มีข่าวว่าทางต้นสังกัดอย่างลิสบอนนั้น ไม่ต้องการปล่อยนักเตะคนสำคัญของทีมออกไป ก่อนจะต่อสัญญากับกัปตันทีมรายนี้ในที่สุด แต่เมื่อช่วงที่ผ่านมา มีข่าวลืออีกว่าทางสโมสร สปอร์ติ้ง ลิสบอนนั้น กำลังประสบปัญหาทางการเงิน จำเป็นต้องปล่อยนักเตะตัวหลักออกจากทีม ทว่าดูเหมือนว่าทางท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์นั้น ได้เบนเป้าหมายไปที่ ‘เจดสัน เฟอร์นันเดส’ มิดฟิลด์ชาวโปรตุเกสของทีมเบนฟิก้าแทนแล้ว หวยจึงตกมาอยู่กับปีศาจแดง ที่มีแววว่าจะได้นักเตะรายนี้ไปครอง คราวนี้ เรามาดูกันว่าดีล ‘บรูโน่ เฟอร์นันเดส’ นั้น อาจจะส่งผลอย่างไรบ้าง กับทีมอย่าง ‘แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด’     บทบาทตำแหน่ง ‘จอมทัพ’ หมายเลข 10 ครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่า หนึ่งในจุดอ่อนของทีมปีศาจแดง ก็คือตำแหน่งหมายเลข 10 หรือตำแหน่ง …

เบื้องหลังการคุมทีมนัดสุดท้ายของ “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”   

จบลงไปนานพอสมควรแล้ว แล้วสำหรับตำนานของบรมกุนซือเลือดสก็อตอย่าง “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”  ที่ปิดฉากการคุมทีม 25 ปีอย่างสวยงาม ด้วยการคว้าโทรฟีย์ พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 20 มาประดับตู้ให้กับแมนฯ ยูไนเต็ดได้สำเร็จ แต่ถึงกระนั้นในการคุมทัพนัดสุดท้าย ก็ยังมิวาย มีไฮไลท์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ท่านเซอร์ ได้ออกมาเผยความในใจในภายหลัง       ถ้าให้ผมยกตัวอย่างเกมการแข่งขันมาสักเกม ที่จะสามารถอธิบายความเป็น “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แล้วล่ะก็ ก็น่าจะเป็นคุมทีมในนัดที่ 1,500 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของผม เวสต์บรอมวิช อัลเบียน 5 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5 เป็นเกมที่บ้าระห่ำเอามากๆ มันสุดยอด สนุกสนาน และเร้าใจ ก่อนเกมการแข่งขัน ผมสังเกตเห็นนักเตะบางคนมีสีหน้าแปลกไป พวกเขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันได้อย่างไร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาผมอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ บางคนไม่รู้จักผู้จัดการทีมคนอื่นมาตลอดชีวิตเลยนอกจากผม ยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งนัด และผมอยากทำให้มันจบลงอย่างเรียบร้อย เรานำ 3-0 ตั้งแต่ 30 นาทีแรก …

“Manchester United” กับแนวทางสโมสรที่แฟนบอลต้องยอมรับ

นับตั้งแต่การประกาศวางมือของบรมกุนซือ “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”  ในปี 2013 แมนฯยูไนเต็ดก็จัดการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น โดยก่อนหน้าคนปัจจุบันนี้ ได้ใช้งานกุนซือไปแล้วถึง 3 รายด้วยกัน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีรูปแบบแนวทางในการทำทีมที่แตกต่างกันออกไป     เริ่มจากทายาทอสูรอย่าง “เดวิด มอยส์” ที่มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจน เพราะหลังจากที่ “The Chosen One” ได้รับสัญญาระยะยาว ก็จัดการคว้าอดีตลูกรักอย่าง “มารูยาน เฟลไลนี่” มาร่วมทัพ พร้อมด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นลูกโด่งเป็นสำคัญ สร้างสถิติการครอสบอลมากที่สุดในเกมเดียวในการเจอกับฟูแล่ม โดยครอสไปถึง 82 ครั้ง พร้อมทั้งสร้างสถิติอันน่าประทับใจไว้มากมาย จนโดนแฟนๆและบอร์ดบริหารขับไล่ตั้งแต่ยังคุมทีมได้ไม่ครบขวบปีจากการเซ็นสัญญารวมทั้งหมด 6 ปีด้วยกัน     ต่อด้วยกุนซือมากประสบการณ์อย่าง “หลุยส์ ฟานกัล” ซึ่งเป็นปีที่แมนฯยูเริ่มเมกะโปรเจคในการใช้เงินซื้อความสำเร็จ หลังคว้านักเตะชื่อดังมาแล้วมากมาย อาทิ ราดาเมล เฟากัล, ดิมาเรีย, ลุค ชอว์, ชไวน์สไตเกอร์, เดปาย ฯลฯ ด้วยแผนการเล่น 3-5-2 ที่เลื่องลือ …

ศึกแดงเดือด !!! บิ้กแมทช์แห่งเกาะอังกฤษ

  แฟนลูกหนังทั่วโลกต่างตั้งหน้าตั้งตารอเกมบิ้กแมทช์คู่อริตลอดกาลแห่งเกาะอังกฤษในวันอาทิตย์ที่ 19/10/2562 เป็นการโคจรมาพบกันระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล หรือที่แฟนบอลชาวไทยของเรารู้จักกันในนามศึกแดงเดือด     ฟุตบอลในโลกการเจอกันระหว่างสองทีมในเมืองเดียวกันแน่นอนมันเป็นอะไรที่เดือดดาลอยู่แล้ว อาทิเช่น ดาร์บี้เมืองมาดริดแห่งสเปน อย่างรีลมาดริด กับ แอตแลตติโก้ มาดริด หรือดาร์บี้แมทช์ลอนดอนระหว่างเชลซีกับอาร์เซนอล และอีกหลายๆเมืองแต่ศึกแดงเดือดที่เอ่ยถึงก่อนหน้านี้ไปนั้นไม่ได้อยู่เมืองเดียวกันแต่อย่างใดแล้วความบาดหมางจนเกิดเป็นดาร์บี้ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในดาร์บี้แมทช์ที่แฟนทั่วโลกตั้งตารอชมไปได้อย่างไร ??       การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ แน่นอน พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจหรือภาษาชาวบ้านก็คือ เรื่องเงินๆทองๆนั้นแหละ หลายท่านอาจจะคิดว่าธรรมดาอยู่แล้วที่ทีมอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูลนั้นจะเรียกว่าดาร์บี้แห่งเกาะอังกฤษได้เพราะว่ากันว่านี่คือสองทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเกาะอังกฤษโดยช่วงยุค 1960-2000 ทั้งสองทีมเป็นคู่แข่งในการแย่งแชมป์ทั้งในประเทศและระดับทวีปอย่างยูฟ่าคัพหรือยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ณ ปัจจุบัน ก็แค่นั้นหรือเปล่าไม่ใช่แค่การแข่งขันเฉพาะในสนาม พวกเขายังมีการแข่งขันกันในด้านเศรษฐกิจอีกด้วย ย้อนกลับไปเมื่อ 120 กว่าปีที่แล้วทั้งสองเมืองอาจเป็นเพื่อนรักที่ดีต่อกันเลยก็ว่าได้โดยเมืองแมนเชสเตอร์ทำธุรกิจเกี่ยวกับผ้าฝ้าย ส่วนลิเวอร์พูลคือเมืองท่าเรือสำคัญของเกาะอังกฤษโดยสินค้าที่จะส่งออกของเมืองแมนเชสเตอร์จะต้องส่งผ่านเมืองลิเวอร์พูลที่เป็นเมืองท่าในขณะนั้น จนแล้วจนรอดเมื่อทั่วโลกเกิดปัญหาเศรษฐกิจทางทำให้คนเมืองแมนเชสเตอร์เองเดือดร้อนกันเป็นทิวแถวและต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายโดยคิดว่าเมืองท่าอย่างลิเวอร์พูลนั้นเก็บค่าขนส่งสินค้าของพวกเขาแพงเกินไป ทำให้เมืองแมนเชสเตอร์จึงระดมทุมเพื่อขุดคลองยาวมาจากเมอร์ซีย์ไซด์เข้ามาที่เมืองแมนเชสเตอร์โดยตรง จากการทำท่าเรือของเมืองแมนเชสเตอร์ทำให้ผู้คนในเมืองลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งแต่ตรงกันข้ามกับชาวเมืองลิเวอร์พูลพวกเขามีคู่แข่งขึ้นมาใหม่ซึ่งเคยเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ทำให้คนเมืองลิเวอร์พูลที่ทำงานเกี่ยวกับขนส่งสินค้าทางเรือหรือทำเกี่ยวกับท่าเรือตกงานกันเป็นทิวแถว และนี่คือจุดเริ่มต้นความบาดหมางของสองเมืองนี้ที่ไม่อาจหารอยต่อได้อย่างสิ้นเชิง     การแข่งขันในสนามฟุตบอล ในด้านฟุตบอลทั้งสองทีมยังคงเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่อันดันต้นๆของเกาะอังกฤษตั้งแต่สมัยที่ลีกอังกฤษยังเป็นดิวิชั่น 1 โดยลิเวอร์พูลนั้นได้แขมป์ดิวิชั่น 1 ไปถึง 18 ครั้ง ในขณะที่แมนยูได้เคยคว้ามาเพียงแค่ 7 …