ลิเวอร์พูล กับระบบเจาะรถบัสรูปแบบใหม่

  นัดที่ผ่านมาของ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลมีโอกาสรับการมาเยือนของ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ทีมยักษ์ใหญ่จากลอนดอนเกมเมื่อคืนนี้ทั้งคู่ใส่กันอย่างเต็มรูปเกมก็เป็นไปอย่างที่คาดว่าลิเวอร์พูลทีมที่ฟอร์มดีกว่าจะบุกเข้าใส่และดาหน้าเข้าทำประตูกันยกใหญ่และก็ถูกปฎิเสธโดยผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนติน่านามว่าเปาโล กาซซานิก้าผู้รักษาประตูของสเปอร์ที่ช่วยทีมโชว์ฟอร์มเซฟอุดตลุดแต่ก็ไม่ช่วยทำให้สเปอร์รอดพ้นจากความพ่ายแพ้ไปได้ โดยลิเวอร์พูลชนะสปอร์ไป 2-1 ทั้งๆที่เสปอร์ได้ประตูนำก่อนและหลังจากนั้นลิเวอร์พูลครองบอลได้มากกว่าและเป็นทีมที่เปิดเกมบุกโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่องจนได้คืนมาสองประตูรวดและทำสถิติชนะตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นนัดที่ 9 แล้ว   โดยความเห็นของตัวผู้เขียนเองหลังจากได้ดูนัดนี้แล้วผู้เขียนประทับใจอยู่อย่างนึงซึ่งจริงๆแล้วประทับใจมาหลายนัดแล้ว นั่นก็คือทีมลิเวอร์พูลตอนนี้เหมือนเริ่มที่จะมีระบบที่จะให้พอจะใช้ในการที่จะเจอทีมที่เน้นเกมรับหรือรถบัสได้ดีขึ้นแล้ว นั่นคือระบบ 4-3-3 โดยลิเวอร์พูลเองจะใช้วิธีขึ้นเกมด้วยแบ็คทั้งสองข้างเป็นหลัก ซึ่งอาวุธหลักของแบ็คทั้งสองข้างของลิเวอร์พูลนั้นเป็นแบ็คประเภทเล่นเกมรุกได้ดีทั้งยังเปิดบอลได้แม่นยำทั้งคู่ และใช้กลางสามตัวโดยมีกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมเกมจากรับเป็นรุกคือจอร์แดน เฮนเดอร์สันมิดฟิลด์กัปตันทีม ส่วนเกมรุกจะเป็นจอร์นิจิโอ้ ไวน์นาดุมมิดฟิลด์ทีมชาติเนเธอแลนด์ และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ กลางรับที่มีหน้าที่ทำทุกอย่างตั้งแต่การตัดเกม ชะลอเกมของฝั่งตรงข้าม ดึงจังหวะให้กับทีม หรือการเปลี่ยนจากเกมรับเป็นเกมรุก หรือแม้แต้การสอดขึ้นมาทำประตูในหลายๆจังหวะอย่างฟาบินโญ่มิดฟิลด์ตัวรับชาวบราซิลนี่เองที่เข้ามาร่วมทีมเมื่อปีที่แล้วและทำให้ตอนนี้กลางรับที่ดูจะมีปัญหาของลิเวอร์พูลมาหลายฤดูกาลน่าจะจบลงไปหลังจากที่เขาได้เข้ามา และเกมรุกที่มีสามประสานสุดอันตรายซึ่งเราไม่ต้องบรรยายสรพคุณในเกมรุกของลิเวอร์พูลกันหรอกเพราะเราต่างรู้ว่ามันสะเด็ดเผ็ดร้อนแค่ไหน   หลายคนอาจจะเคยเข้าใจว่าแท็คติกที่จะเจาะทีมที่เล่นเกมรับแบบรถบัสเป็นหลักได้ต้องเล่นแบบใช้การครองบอล ต่อบอลให้มากๆคล้ายกับรูปแบบทีมของเป๊ปเท่านั้น ซึ่งระบบนี้ลิเวอร์คงทำไม่ได้แน่เลยเนื่องจากนักเตะลิเวอร์พูลเองไม่ใช่พวกนักเตะที่มีทักษะและวิชั่นสูง ๆ เท่าไหร่ถ้าเทียบกับนักเตะของแมนเชสเตอร์ ซิตี้แต่เจอร์เก้น คล็อปปก็ยังพยายามที่จะหาระบบอันเหมาะสมกับทีมอย่างลิเวอร์พูลมาให้จนได้ ผมเชื่อว่าเมื่อแฟนบอลหงส์แดงหลายๆคนที่มีโอกาสนั่งดูก็ต้องคิดไปในทิศทางเดียวกันกับผมว่าทีมลิเวอร์พูลนั้นค่อย ๆ เคาะบอลและทำขึง โยนสลับแกนซ้ายขวาเพื่อถ่างหลังคู่แข่งออก พอได้จังหวะก็ครอสบอลเพื่อเข้าทำประตู แล้วจะให้แบ็คซ้ายและขวาของทีมลิเวอร์พูลเข้ามาครอสบอลโดยไม่จำเป็นจะต้องครอสลูกโด่งพวกเขาครอสบอลราวกับว่าซ้อมกันมาเป็นอย่างดี     อย่างที่เรารู้กันแบ็คสองข้างของลิเวอร์พูลอย่างเทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อานโนลด์กับ แอนดริว โรเบริตสันทนั้นชอบเล่นเกมบุกและสามามารถทำได้ดีในการครอสบอลเป็นอย่างมากด้วย ทำให้ระบบการเข้าทำประตูของลิเวอร์พูลกลายเป็นระบบที่โคตรอันตรายต่อฝั่งตรงข้ามแม้ทีมฝั่งตรงข้ามอยากจะอุดได้ก็อุดไป ลิเวอร์พูลต่อบอล ทำชิ่ง เจาะไม่เข้าไม่เป็นไร เปิดบอลเข้าไปลุ้นเอาก็ได้และนัดที่เจอสเปอร์นี้เองที่ทำให้เราเห็นประสิทธิภาพการเล่นฟุตบอลในแบบเจอร์เก้น …

“Manchester United” กับแนวทางสโมสรที่แฟนบอลต้องยอมรับ

นับตั้งแต่การประกาศวางมือของบรมกุนซือ “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”  ในปี 2013 แมนฯยูไนเต็ดก็จัดการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น โดยก่อนหน้าคนปัจจุบันนี้ ได้ใช้งานกุนซือไปแล้วถึง 3 รายด้วยกัน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีรูปแบบแนวทางในการทำทีมที่แตกต่างกันออกไป     เริ่มจากทายาทอสูรอย่าง “เดวิด มอยส์” ที่มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจน เพราะหลังจากที่ “The Chosen One” ได้รับสัญญาระยะยาว ก็จัดการคว้าอดีตลูกรักอย่าง “มารูยาน เฟลไลนี่” มาร่วมทัพ พร้อมด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นลูกโด่งเป็นสำคัญ สร้างสถิติการครอสบอลมากที่สุดในเกมเดียวในการเจอกับฟูแล่ม โดยครอสไปถึง 82 ครั้ง พร้อมทั้งสร้างสถิติอันน่าประทับใจไว้มากมาย จนโดนแฟนๆและบอร์ดบริหารขับไล่ตั้งแต่ยังคุมทีมได้ไม่ครบขวบปีจากการเซ็นสัญญารวมทั้งหมด 6 ปีด้วยกัน     ต่อด้วยกุนซือมากประสบการณ์อย่าง “หลุยส์ ฟานกัล” ซึ่งเป็นปีที่แมนฯยูเริ่มเมกะโปรเจคในการใช้เงินซื้อความสำเร็จ หลังคว้านักเตะชื่อดังมาแล้วมากมาย อาทิ ราดาเมล เฟากัล, ดิมาเรีย, ลุค ชอว์, ชไวน์สไตเกอร์, เดปาย ฯลฯ ด้วยแผนการเล่น 3-5-2 ที่เลื่องลือ …

ฟุตบอลเป็นกีฬา หรือ ธุรกิจ? ความจริงที่คุณไม่อาจแยกทั้งสองออกจากกันได้!!

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก สืบเนื่องมาจากเป็นกีฬาประเภททีมที่คนเข้าถึงง่าย คนจำนวนมากกว่า 50% รู้จักและดูเป็น รวมถึงผู้ชายมากกว่า 70% ผมเชื่อว่าต้องเล่นเป็น ดูเป็นแน่นอนครับ และสิ่งที่ตามมาหลังจากเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากๆแล้วนั้นก็คือเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้าสู่ทีมฟุตบอลและสโมสรอย่างมีนัยสำคัญ   ยกตัวอย่างบอลลีกส์อังกฤษที่ว่าดังๆมันส์ๆ คุณลองคิดเล่นๆนะครับว่าปีๆหนึ่งมีนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจเดินทางไปเพื่อดูบอลมากแค่ไหน และจำนวนเงินที่หมุนเวียนในประเทศจากการท่องเที่ยวและการบริโภคมากแค่ไหน แค่คิดในด้านเดียวแค่นี้ก็รู้เลยว่า ฟุตบอลไม่อาจหลีกหนีออกจากเรื่องธุรกิจได้เลย กล่าวคือนักฟุตบอลและสโมสรฟุตบอลต่างก็ต้องการงบประมาณในการอัดฉีด หรือ ใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ยิ่งมีชื่อเสียง ยิ่งถูกจับตามองมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องการเงินมาเพิ่มศักยภาพทั้งด้านสนามฟุตบอล ทีมงาน นักฟุตบอล อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ  และด้วยเหตุนี้เองกีฬาฟุตบอลจึงมีสปอนเซอร์เข้าหาเป็นจำนวนมากตามไปด้วยเช่นกัน     คำถามที่ผมก็รู้ว่าคุณกำลังต้องการคำตอบ เพราะผมเองเกิดความสงสัยใคร่รู้จนต้องไปหาคำตอบมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ก็คือ… แล้วทีมฟุตบอลได้รายได้มาจากทางไหนบ้าง? ตามจริงแล้วสโมสรมีรายได้จากช่องทางหลัก ๆ อยู่ 3 ช่องทางครับ นั่นก็คือ ค่าตั๋วของผู้เข้าชมในสนามที่ซื้อเข้ามาดูการแข่งขัน ค่าใช้จ่ายที่ตกลงกันหลังจากเซ็นสัญญากับทางสปอนเซอร์แต่ละบริษัท และค่าลิขสิทธิ์ที่ได้จากการถ่ายทอดสดออกอากาศ ซึ่งลำดับสุดท้ายถือว่าเป็นเงินมหาศาลทีเดียว ยิ่งมีการผลิตซ้ำ นำไปทำข่าว ผลิตสื่อต่างๆจากเทปนั้นๆมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้จากช่องโทรทัศน์ต่างๆมากเท่านั้น รายได้เหล่านี้แปรผันตรงกับอันดับในลีกส์ด้วยครับ …ใช่เลย ถ้าอันดับตกเมื่อไหร่ ความเครียดและความกดดันไม่เพียงตกอยู่ที่นักกีฬา โค้ชและผู้ดูแลทีมฟุตบอลเท่านั้น ความเครียดและความกดดันเหล่านี้ยังตกอยู่กับผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดอีกด้วย     นอกจากนี้สโมสรยังมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์ทีมที่ถูกนำไปผลิตงานต่างๆ อาทิ เสื้อกีฬา …