“Manchester United” กับแนวทางสโมสรที่แฟนบอลต้องยอมรับ

นับตั้งแต่การประกาศวางมือของบรมกุนซือ “เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน”  ในปี 2013 แมนฯยูไนเต็ดก็จัดการเปลี่ยนผู้จัดการทีมเป็นว่าเล่น โดยก่อนหน้าคนปัจจุบันนี้ ได้ใช้งานกุนซือไปแล้วถึง 3 รายด้วยกัน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีรูปแบบแนวทางในการทำทีมที่แตกต่างกันออกไป

 

 

เริ่มจากทายาทอสูรอย่าง “เดวิด มอยส์” ที่มีแนวทางการทำทีมที่ชัดเจน เพราะหลังจากที่ “The Chosen One” ได้รับสัญญาระยะยาว ก็จัดการคว้าอดีตลูกรักอย่าง “มารูยาน เฟลไลนี่” มาร่วมทัพ พร้อมด้วยสไตล์การทำทีมที่เน้นลูกโด่งเป็นสำคัญ สร้างสถิติการครอสบอลมากที่สุดในเกมเดียวในการเจอกับฟูแล่ม โดยครอสไปถึง 82 ครั้ง พร้อมทั้งสร้างสถิติอันน่าประทับใจไว้มากมาย จนโดนแฟนๆและบอร์ดบริหารขับไล่ตั้งแต่ยังคุมทีมได้ไม่ครบขวบปีจากการเซ็นสัญญารวมทั้งหมด 6 ปีด้วยกัน

 

 

ต่อด้วยกุนซือมากประสบการณ์อย่าง “หลุยส์ ฟานกัล” ซึ่งเป็นปีที่แมนฯยูเริ่มเมกะโปรเจคในการใช้เงินซื้อความสำเร็จ หลังคว้านักเตะชื่อดังมาแล้วมากมาย อาทิ ราดาเมล เฟากัล, ดิมาเรีย, ลุค ชอว์, ชไวน์สไตเกอร์, เดปาย ฯลฯ ด้วยแผนการเล่น 3-5-2 ที่เลื่องลือ พร้อมทั้งปรัชญาการทำทีมที่ไม่เหมือนใคร เน้นการครองบอลเป็นหลัก แต่ด้วยการเข้าทำที่ไร้ประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลงานดำดิ่ง และถูกปลดในเวลาต่อมา แม้จะพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ก็ตาม

มาถึงคิวของกุนซือจอมอหังการ์อย่าง “โจเซ่ มูรินโญ่” ที่ไม่ว่าจะไปคุมทีมที่ไหน ก็การันตีแชมป์ติดมือทุกที่ และก็เป็นไปตามที่ว่าในปีแรก เมื่อจ่ามู พาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีค, แชมป์ลีคคัพ และแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ พร้อมทั้งพาทีมจบอันดับที่ 2 ของตารางพรีเมียร์ลีค แต่ในปีต่อมา หลายๆอย่างกลับไม่เป็นดังที่คิด ทั้งสไตล์การทำทีมที่เน้นเกมรับ และเหตุผลนานัปการนั้น ทำให้แฟนๆเริ่มไม่พอใจ และถูกบอร์ดบริหารทำการปลดในเวลาต่อมา

และแล้วก็มาถึงสถานการณ์ล่าสุด ภายใต้การทำทีมของ “โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์” หลังจากวาดฝันไว้สวยหรู ตั้งแต่นัดแรกที่เข้ามาคุมทัพปีศาจแดง เรื่อยมาจนถึงเกมที่บุกไปพลิกล็อคเข้ารอบ ในศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีค ได้นั้นก็ทำทีมได้อย่างต่ำตมลงเรื่อยๆ เกือบจมอยู่ท้ายตารางใน 9 นัดแรก ชนิดที่ว่าแฟนบอลแทบจะสาปส่งกันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าเป็นกุนซือคนก่อนๆ น่าจะโดนปลดไปแล้ว

แต่หลังจากที่เสียเวลากับการเปลี่ยนแปลงมามาก บอร์ดบริหารของแมนฯยูไนเต็ด จึงไม่รีบด่วนตัดสินใจ เพราะหลังจากการที่ได้ทำการตั้งโซลชาร์คุมทัพถาวรนั้น ก็ได้วางวิสัยทัศน์ระยะยาวไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการระบายผู้เล่นหน้าเก่าที่ไม่ได้ใช้ออก และนำเข้านักเตะหน้าใหม่ไฟแรง อย่าง แดเนียล เจมส์, การคว้าวานบิซซาก้า มาอุดรอยโหว่ทางขวาที่เรื้อรังมานาน, การเกาถูกที่คันอย่างการดึงแฮรี่ แมคไกวร์ เข้ามาร่วมทัพ รวมถึงการดันนักเตะจากอคาเดมี่ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่หลายๆคนนั้น ก็บ่งบอกถึงแนวทางการทำทีมที่เน้นเลือดใหม่ได้เป็นอย่างดี มีเกมรับที่ไว้ใจได้มากขึ้น

 

 

เซ็ทเกมได้ แนวรับไม่เคลียร์สะเปะสะปะแบบที่ผ่านมา ขาดก็แต่เกมรุกที่ยังดูไม่เป็นระบบ เสียดายที่ไม่ยอมลงทุนต่อให้จบภายในตลาดซื้อขายเดียว เพราะจากการเสีย เอเรร่า, ลูกากู รวมถึงอเล็กซิส ถือว่าส่งผลกระทบกับทีมพอสมควร แต่ทางสโมสรเองก็อาจมีเหตุผล ซึ่งแฟนบอลอย่างเราคงไม่รู้เบื้องลึกมากนัก แต่เชื่อลึกๆว่าถ้ายังลงทุนโดยยึดแนวทางเดิม จะสามารถแก้ปัญหาได้ภายใน 2 ถึง 3 ตลาดการซื้อขาย และกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *